วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

หลักสูตรมาตรฐานแห่งชาติสู่ชั้นเรียน


หลักสูตรมาตรฐานแห่งชาติสู่ชั้นเรียน (How to Use Standards in the Classroom)
การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้กับหลักสูตรเป็นสิ่งสําคัญ การเชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้ ระดับชาติ มาตรฐานการเรียนรู้และท้องถิ่น ไปสู่เป้าหมายการเรียนการสอนของนักเรียนและครู HarisDouglas E and Carr, Judy F (1996 : 18) ได้นําเสนอแผนภูมิแสดงความสอดคล้องเชื่อมโยงของหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมินแบบอิงมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ดังแผนภาพประกอบที่ 11

จากแผนภาพประกอบที่ สรุปได้ว่า

กรอบหลักสูตรมลรัฐเชื่อมโยงและสะท้อนสิ่งที่พึงประสงค์ในมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ
หลักสูตรและการประเมินระดับท้องถิ่นและโรงเรียน สะท้อนถึงมาตรฐานที่กําหนดในกรอบ หลักสูตรมลรัฐ
กิจกรรมการเรียนการสอนและหน่วยการเรียน เชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้มล รัฐ หลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ในขณะเดียวกันก็ต้องสนองตอบความสนใจและความต้องการ ของนักเรียน และชุมชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวกิจกรรมการเรียนการสอนและหน่วยการเรียน จึงควรสร้างจาก แหล่งข้อมูลของท้องถิ่น หรือเหตุการณ์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในท้องถิ่น การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งในระดับชั้นเรียน ท้องถิ่น และมลรัฐ ควรใช้ข้อมูลจากผลงานและการ ปฏิบัติงานของนักเรียนที่เกิดขึ้นในแต่ละหน่วยการเรียน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่จะบอกได้อย่างดีว่าผล การเรียนของนักเรียนถึงมาตรฐานหรือไม่
มาตรฐานสู่ความสําเร็จ : หลักสูตร การประเมินผล และแผนปฏิบัติการ
เมื่อโรงเรียนหรือสถานศึกษาได้ใช้มาตรฐานใดแล้ว ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจว่าม ของโรงเรียนคืออะไร และจะนําไปใช้อย่างไร คณะกรรมการสถานศึกษาจะต้องใช้แผนการประเมินที่ เกี่ยวข้องกับขั้นตอนสําคัญ คือ การประเมินสภาพปัจจุบันของหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมิน สอดคล้องกับมาตรฐาน การได้ข้อมูลว่ามาตรฐานใดบ้างที่จะนํามาจัดการเรียนการสอนและการปะ และนักเรียนจะบรรลุมาตรฐานตามที่ระบุไว้ในวิสัยทัศน์นั้น จะต้องเตรียมวิธีปฏิบัติ กระบวนการ หลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ ให้พร้อม การตัดสินใจว่าจะสอนและประเมินมาตรฐานใด จะสอน มาตรฐานดังกล่าวในระดับชั้นใด รายวิชาใด สิ่งเหล่านี้คณะกรรมการวิชาการ จะต้องกําหนดขอบข่ายโดยใช้ ฐานข้อมูลว่าใครจะสอนและประเมินมาตรฐานใด และจําเป็นต้องมีการทบทวนแผนว่ามาตรฐานที่กําหนดไว้ เหมาะสมหรือไม่ จุดเน้นของหลักสูตรสถานศึกษาเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้กําหนดไว้ คําถามเดิม ที่ว่า ใครสอนหัวข้อใด หรือ ครูจะใช้สื่อการสอนอะไร จะถูกปรับเปลี่ยนเป็น ใครสอนมาตรฐานอะไร การ เรียนการสอนใช้รูปแบบใด และใครประเมินมาตรฐานใด โดยวิธีใด เป็นต้น
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรและแผนการประเมิน Carr, Judy F and Harris, Douglas E (2001 : 45 - 49)เสนอคําถามที่เกี่ยวข้องคือ จะสร้างการประเมินระดับชั้นเรียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานอย่างไร ซึ่งการ ประเมินชั้นเรียนไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบ การวัด หรือการให้คะแนน แต่การประเมินเป็นบูรณาการของ การสอน เป็นกระบวนการของการวัดปริมาณ การอธิบาย การรวบรวมข้อมูลหรือการให้ผลป้อนกับเกี่ยวกับ การเรียนรู้ เพื่อให้รู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จุดมุ่งหมายเบื้องต้นของการประเมินชั้นเรียนโดยใช้มาตรฐาน เป็นฐานคือ บอกให้รู้เกี่ยวกับการสอนและการปรับปรุงการเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้นการประเมินยังสะท้อนสิ่งต่างๆ ดังนี้
ให้แนวทางเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงการศึกษา
ชี้ให้เห็นความสําเร็จของนักเรียนแต่ละคน หลักสูตรเฉพาะและการปฏิบัติในสถานศึกษา
ชี้ให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้และทักษะแบบบูรณาการตลอดหลักสูตรหรือไม่
เสนอวิธีการและข้อมูลเพื่อสื่อถึงผลการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ
การประเมินประสิทธิผลของชั้นเรียนต้องกระทําอย่างต่อเนื่องและสัมพันธ์กับการเรียนรู้ในขณะนั้นรวมทั้งมีลักษณะรวบยอด(แต่ละองค์ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด คํานึงถึงความต้องการ ของผู้เรียนกลุ่มต่างๆ และคํานึงถึงจุดดีและปัญหาต่างๆ ของนักเรียน ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากหลักสตร เดียวกันหรือข้ามหลักสูตร
มีลักษณะหลากหลาย (หลากหลายแง่มุมและยืดหยุ่นได้ เหมาะสมทั้งด้านพัก วัฒนธรรม คํานึงถึงรูปแบบการเรียนรู้และพหุปัญญา ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปรง
นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง)

เชื่อถือได้เชิงเทคนิค ( มีความต่อเนื่องและกระทําติดต่อกัน แม่นตรงและเชื่อถือได้ และรายงานอย่างถูกต้อง)
การวางแผนการประเมินต้องมองในมุมกว้าง แผนการประเมินคือเครื่องมือออกแบบหรือชุดของตัวเลือกที่คํานึงถึงว่า การเรียนรู้ของนักเรียนจะได้รับการประเมินให้สัมพันธ์กับมาตรฐานได้อย่างไร การใช้แผนการประเมินนี้ทําให้มั่นใจได้ว่า
ผลป้อนกลับจากการนําแผนการประเมินไปใช้ จะชี้แนะกระบวนการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการ เรียนการสอน
นักเรียนมีโอกาสหลากหลายที่จะแสดงผลสําเร็จตามมาตรฐานที่กําหนดไว้
นักเรียนให้คําตอบที่สรรค์สร้างเองได้หลายแบบ เช่น ผลงาน รายงานที่เขียน ภาพ หุ่นจําลอง แผนที่) และการปฏิบัติ กิจกรรม การสืบค้น การสัมภาษณ์ การแสดงละคร) การตอบสนองของนักเรียนหลายแบบ บอกให้รู้พหุปัญญา และจุดแข็งต่างๆ ของนักเรียนแต่ละคน การประเมินด้วยคําตอบแบบเลือกตอบและการ ตอบแบบสั้นมักเป็นส่วนหนึ่งของแผนการประเมินนี้
แนวการให้คะแนนแบบต่างๆ ใช้เพื่อกําหนดผลป้อนกลับด้านการเรียนรู้ของนักเรียน



การประเมินผลและการนิเทศ


การประเมินผลและการนิเทศ
Carr, Judy F and Harris, Douglas E. (2001 : 153) กล่าวสรุปไว้ว่า การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ และการประเมินผล มีจุดหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ตามมาตรฐาน และได้นําเสนอหลักการ ดําเนินการพัฒนาด้านวิชาชีพที่อิงมาตรฐาน 7 ประการ ดังนี้
หลักการที่ 1 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพเกิดจากภาพลักษณ์ที่ดีด้านการเรียน การสอน การพัฒนาวิชาชีพตามระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน มีคําถามที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะบรรลุมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
ใครจะรับผิดชอบมาตรฐานใด
แนวทางการเรียนการสอนจะเป็นอย่างไร ในชั้นเรียนผู้สอนและผู้เรียนจะมีบทบาทอย่างไร
ระดับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังควรตั้งไว้เท่าใด ใช้เกณฑ์ใดในการกําหนดผลสัมฤทธิ์ของ มาตรฐาน และจะประเมินมาตรฐานอย่างไร
ใช้ข้อมูลใดบ่งบอกว่าบรรลุมาตรฐาน และอะไรบ้างที่นําไปใช้ในการเรียนการสอน
หลักการที่ 2 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพให้โอกาสผู้สอนได้สร้างองค์ความรู้ และทักษะของตนเอง เป้าหมายของการวางแผนการสอน มีขอบข่ายเนื้อหาที่จะปรับปรุงผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนอย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงลําดับความสําคัญของการพัฒนาวิชาชีพกับแผนการสอน กรณีตัวอย่าง สถานศึกษากําหนดแผนการพัฒนาประกอบด้วยประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ การวิเคราะห์ผลงานของผู้เรียน การจัดทําแฟ้มสะสมงาน และการพัฒนาวิธีการวัดผลหลังจบหลักสูตร ในแต่ละประเด็นเน้นการพัฒนา ความสามารถของผู้สอนในด้านการสอนและประเมินการแก้ปัญหา โดยเปิดโอกาสให้จัดทําแผนพัฒนา วิชาชีพระยะยาว
หลักการที่ 3 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพใช้หรือเป็นตัวแบบกลยุทธ์การสอน ที่ผู้สอนจะใช้กับผู้เรียน การสร้างตัวแบบเริ่มโดยเน้นที่มาตรฐาน โดยคาดหวังว่าผู้สอนจะต้องสอนให้เป็นไป ตามมาตรฐาน การกําหนดโครงการพัฒนาวิชาชีพจึงต้องยึดมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การใช้ผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาครู ครูต้องร่วมกันวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของนักเรียน ทบทวนสิ่งที่ นําไปปฏิบัติที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งศึกษาวิจัยเนื้อหาสาระและวิธีการสอนตาม ความต้องการของนักเรียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นการปฏิบัติการสอนที่ดีที่สุดในชั้นเรียนที่ยึด มาตรฐานเป็นเกณฑ์
หลักการที่ 4 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลักการ สําคัญของระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐานสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ดังนี้
มาตรฐานเน้นการเรียนรู้สําหรับผู้เรียนทุกคนและทุกวัย
ผู้เรียนทุกคนสรรค์สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้
ผู้เรียนเรียนรู้จากผู้อื่นและเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นได้โดยการค้นคว้าและการฝึกคิดทบทวน
การประเมินผล ก่อให้เกิดการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้
หลักการที่ 5 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพส่งเสริมครูให้มีบทบาทเป็นผู้นํา กล่าวคือ ครูต้องมีภาวะความเป็นผู้นําในระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน บทบาทผู้นําอย่างเป็นทางการของครู คือบทบาทเป็นผู้ให้คําปรึกษา ครูควรเป็นผู้ตัดสินใจในการคัดเลือกทีมงานวางแผนการสอน คัดเลือกเนื้อหา โดยเน้นผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูควรเป็นผู้นําในการกําหนดมาตรฐาน กําหนดกลยุทธการสอนและการ ประเมินผลและวิเคราะห์ผลงานของนักเรียน
หลักการที่ 6 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมโยงกับหน่วย การศึกษาอื่น การเชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน คือ วิธีการดําเนินงานที่เป็นระบบ ฉะนั้นองค์ประกอบและการ ตัดสินใจล้วนส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
หลักการที่ 7 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพต้องประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน ความมีประสิทธิผลวัดได้จากพัฒนาการของนักเรียน ความมีประสิทธิผล รวมถึงความเป็นเลิศทางวิชาการของนักเรียนทุกคน และความเสมอภาค(ลดช่องว่างผลสัมฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้เรียน) หรือทั้งสองอย่าง กระบวนการวางแผนการสอนจะต้องพิจารณาความก้าวหน้าของนักเรียน อย่างต่อเนื่องและปรับปรุงโดยใช้ผลการเรียนรู้ของนักเรียน

บทที่ 8 การประเมินอิงมาตรฐาน Standard Based Assessment


บทที่ 8
การประเมินอิงมาตรฐาน Standard Based Assessment
S : การประเมินอิงมาตรฐาน (Standard Based Assessment ) การประเมินคุณภาพการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยใช้แนวคิดพื้นฐานโครงสร้างการสังเกตผลการเรียนรู้ (Structure of Observed Learning Outcomes) รวมถึง มาตรฐานการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
มาตรฐานมีความสําคัญอย่างยิ่งในชั้นเรียน มาตรฐานเป็นตัวกระตุ้นการสอนที่ประสบผลดีที่สุด สําหรับผู้สอนที่มีความสามารถสูงสุด เมื่อผู้สอนมองการสอนเทียบกับมาตรฐานจะพบว่า การสอนตอบสนอง ต่อมาตรฐาน เพื่อความชัดเจนผู้สอนต้องตอบคําถามเรื่องการเรียนการสอนกับมาตรฐาน ดังนี้
ใครกําลังสอนมาตรฐานใด เพื่อตอบคําถามว่า ใครสอนมาตรฐานอะไร ไม่ใช่ ใครสอนหัวข้อใด
ใครประเมินผลมาตรฐานใดบ้าง โดยวิธีใด เพื่อตอบคําถามว่า ใครประเมินมาตรฐานใด โดยวิธีใด
การนํามาตรฐานมาใช้เพื่อกําหนดว่าเนื้อหาและทักษะใดสัมพันธ์กับมาตรฐานใด แต่การเชื่อมโยง ระหว่างเนื้อหาและทักษะกับมาตรฐานอาจไม่เพียงพอ ส่งผลให้มาตรฐานบางอย่างถูกละเลย เมื่อมีข้อมูลว่า มาตรฐานใดบ้างที่จะนํามาใช้ในการสอนและการประเมินผลแล้ว ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรจะสอนและ ประเมินผลอะไรในระดับชั้นใด และวิชาใด โดยวิธีใด สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามาตรฐานได้นํามาใช้ในการ สอนและการประเมินผลอย่างไร การเริ่มต้นด้วยมาตรฐานในการสอนและการประเมินผลที่ใช้อยู่ในชั้นเรียน หรือรายวิชานั้น ๆ เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด จากนั้นจึงเคลื่อนไปสู่มาตรฐานที่ยังไม่ได้สอนหรือการประเมินผล ต่อไป และขั้นตอนสุดท้ายเป็นการทบทวนเพื่อตัดสินใจ/ตอบคําถามดังต่อไปนี้
แผนจัดการเรียนรู้นี้ดีที่สุดหรือไม่ ถ้าไม่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้าง มีสิ่งใดบ้าง ที่ถูกมองข้ามไปหรือมีมากเกินไป
ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้อย่างเพียงพอ และแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่
สอนแต่ละมาตรฐานบ่อยๆมากเพียงพอที่จะทําให้เกิดการเรียนรู้ที่ลุ่มลึกขึ้นหรือไม่
มาตรฐานเป็นการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องต่อความคาดหวังเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน มาตรฐานทําให้เกิดโครงสร้างซึ่งนําไปสร้างเป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบและล่มลึกๆ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เป็นแหล่งวิทยาการที่สําคัญสําหรับผู้สอน คําถามที่ผู้สอนจะต้องให้ความสําคัญ คือ
มาตรฐานใดบ้างที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียน
ผู้เรียนแต่ละคนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกมาตรฐานหรือไม่
การนําเสนอมาตรฐานอยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ และผู้สอนสามารถนําไปใช้ได้หรือไม่
เราจะนํามาตรฐานไปใช้ในชั้นเรียนและโรงเรียนทั่วทั้งเขตพื้นที่การศึกษาได้อย่างไร

Performance-Based


การประเมินการปฏิบัติ ชิ้นงาน( Performance-Based / Task-Based Assessment )
เป็นวิธีการประเมินผลการเรียนการสอนที่สามารถวัด ตรวจสอบหรือประเมินผลการเรียนจากการเป็นการให้นักเรียนได้แสดงความรู้ความสามารถที่ได้รับว่านักเรียนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใดใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย การประเมินการปฏิบัติเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถและทักษะตลอดจน ลักษณะนิสัยในการเรียนของผู้เรียน เพื่อนำข้อมูลที่รวบรวมมาใช้ในการตรวจสอบว่าผู้เรียนสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของการเรียนการสอนที่กำหนดไว้หรือไม่ ลักษณะการประเมินจะประเมินผ่านการพูด การแสดงท่าทาง การสาธิต การทดลอง การแสดงบทบาทสมมติ และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ประเมินสามารถใช้การสังเกตเพื่อ ตรวจสอบสิ่งที่ผู้เรียนแสดงออกมาว่ามีความสามารถ ทักษะและคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมาย ผู้สอนสามารถบูรณาการ Performance-based Assessment ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเรียน
นอกจากนี้ การประเมินผลรูปแบบนี้จะประเมินโดยใช้เกณฑ์รูบิกส์ (Rubics) นั้นเราสามารถศึกษาเกณฑ์การประเมินโครงงานของผู้เรียน ศึกษาวัตถุประสงค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหลากหลายของผลงานในโครงงาน เช่น การสาธิต การนำเสนอ การคิดวิเคราะห์ และคุณภาพของแหล่งข้อมูล
ขั้นตอนในการสร้างรูปแบบของ Performance-based Assessment task 5 ขั้นตอน คือ
1. ระบุความคิดรวบยอดหลักและทักษะการคิดที่ต้องการวัดผล
2. ระบุชนิดของผลงานที่ต้องการให้ผู้เรียนปฏิบัติ โดยที่อาจจะให้นักเรียนเป็นผู้เลือก
3. กำหนดวัตถุประสงค์ของผลงานที่จะทำ เช่น ให้ข้อมูล โน้มน้าว หรือ กระตุ้น
4. เขียนกระบวนการที่นักเรียนจะใช้
5. ให้คำแนะนำนักเรียนเกี่ยวกับการวัดผลอธิบายเกี่ยวกับรายการที่จะใช้ประเมิน
ขั้นตอนในการวัดผลแบบ Performance-based Assessment
1. การระบุวัตถุประสงค์ของ Performance-based Assessment
ในการดำเนินการวัดผลที่ดี ควรมีการระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน โดยควรศึกษาประเด็นดังต่อไปนี้
1. ความคิดรวบยอด ทักษะ หรือความรู้ใดที่ต้องการวัด
2. ผู้เรียนควรรู้สิ่งใดบ้าง
3. ผู้เรียนควรปฏิบัติงานในระดับใด
4. ความรู้ชนิดใดที่ควรวัดผล: การให้เหตุผล ความจำ หรือ กระบวนการ

2. การเลือกกิจกรรม
หลังจากระบุวัตถุประสงค์ของการวัดผล เราสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกกิจกรรมต่างๆได้โดยคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่ ระยะเวลา แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพของปฏิบัติงาน มีกิจกรรมอยู่สองประเภทที่เหมาะสมในการเลือกกิจกรรม คือรูปแบบเป็นทางการซึ่งผู้เรียนจะตระหนักว่ากำลังถูกวัดผลอยู่และไม่เป็นทางการซึ่งผู้เรียนนั้นจะไม่ทราบเลยว่ากำลังถูกวัดผลอยู่

3. การระบุเกณฑ์การวัดผล
เมื่อสามารถเลือกกิจกรรมและชิ้นงานได้แล้วนั้น เราจำเป็นต้องระบุองค์ประกอบของโครงงานหรือชิ้นงานที่ตัดสินความสำเร็จของการปฏิบัติงานของนักเรียน บางครั้งเราอาจจะสามารถหาเกณฑ์ในการประเมินโดยใช้หลักสูตรพื้นฐานหรือหลักสูตรท้องถิ่น หรือเอกสารที่เผยแพร่ แต่เราควรตระหนักว่าเกณฑ์การวัดผลนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนหรือมีทักษะมากเกินไป

4. การสร้างRubricsของการปฏิบัติงาน
Rubrics เป็นระบบจัดลำดับที่ผู้สอนสามารถตัดสินใจได้ว่าผุ้เรียนจะสามารถแสดงชิ้นงานและแสดงความคิดรวบยอดของความรู้ที่ได้รับ ในการใช้Rubricsเราจำเป็นต้องแน่ว่าเกณฑ์Rubricsของเรานั้นง่ายและยุติธรรม เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

5. การวัดผลการปฏิบัติงาน
มีหลายวิธีที่จะบันทึกผลของ Performance-based Assessment
- Checklist Approach เมื่อใช้วิธีการนี้ เราเพียงแต่ระบุว่ามีองค์ประกอบใดบ้างที่มีอยู่ในการปฏิบัติงาน
- Narrative / Anecdotal Approach เขียนเป็นคำบรรยายว่าผู้เรียนทำอะไรในการปฏิบัติงาน จากรายงานนี้
ครูจะสามารถตัดสินใจได้ว่านักเรียนจะสามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานอย่างไร
- Rating Scale Approachสามารถระบุระดับของมาตรฐาน โดยใช้เป็นสเกลตัวเลข
- Memory Approach สังเกตผู้เรียนโดยมิได้จดบันทึกแต่ใช้การจดจำเพื่อตัดสินใจว่าผู้เรียนประสบ
ผลสำเร็จหรือไม่ (วิธีการนี้ไม่เป็นที่แนะนำ)
- Open-ended or extended response exercises การตั้งคำถามหรือระบุปัญหาที่ให้นักเรียนคิดหาคำตอบ
ออกมาด้วยวาจา หรือเขียนตอบออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์ นักเรียนจะต้อง
สามารถอธิบายในสิ่งที่ได้จากการสังเกต หรือ การอ้างเหตุผลของที่มาของเรื่องราวต่างๆได้
- Extended tasks ในการตรวจประเมินผลงานแต่ละงานอาจต้องใช้เวลาในการพิจารณา ในการตรวจสอบ
แก้ไขหรือ พิจารณาความถูกต้องให้ตรงตามมาตรฐานที่ตั้งไว้
- Portfolios เป็นการประเมินความหลากหลายของงาน โดยPortfolio จะเป็นการรวบรวมผลงานที่ดีที่สุด
ของนักเรียนมาไว้ รวมถึงกระบวนการขั้นตอนการทำงานต่างๆของนักเรียน


แนวคิดและหลักการของการประเมินการเรียนการสอน


แนวคิดและหลักการของการประเมินการเรียนการสอน 
 ความหมายของการประเมินการเรียนการสอน 
 สรุปความหมายของการประเมิน (evaluation) ที่ มีผู้นิยามออกเป็น 2 ลักษณะที่สำคัญ คือ 
          ลักษณะที่ 1 การประเมินในความหมายที่เป็นการดำเนินการที่ประกอบด้วยการวัด (measurement) และการใช้ดุลยพินิจ (judgement) การประเมินในลักษณะนี้หมายถึง กระบวนการใช้ดุลยพินิจและ/ หรือค่านิยมและข้อจำกัดต่าง ๆ ในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยการเปรียบเทียบผล ที่วัดได้กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้  
ลักษณะที่ 2 การประเมิน หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดสารสนเทศ (เชิงคุณค่า) เพื่อช่วย ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสูด ดังนั้นผู้ประเมินจึงต้องศึกษาความต้องการ ของผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากผลการประเมินอย่างครบถ้วนเพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการวางแผนการประเมิน
ไทเลอร์ (Tyler, อ้างถึงใน ราชบัณฑิตยสถาน2555หน้า 206) นักการศึกษาคนส าคัญของ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้บัญญัติศัพท์การประเมินผลเป็นครั้งแรกว่า “ระดับการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสอน” โดยได้เขียนหมายเหตุไว้ว่า ในอนาคตควรนิยามการประเมินผลในเชิงระบบ ซึ่งต่อมาไทเลอร์ได้หมายถึง การประเมินระบบการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยการประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียน การสอน ความเหมาะสมของผลการเรียนรู้คือ สมรรถนะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ กลยุทธ์การจัด การเรียนการสอน พฤติกรรมการเรียนการสอน อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนการสอน ตลอดจนประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการเรียนการสอน  ดังนั้นการประเมินการเรียนการสอนที่จะกล่าวถึงในรายละเอียดในบทนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดของไทเลอร์ คือ การประเมินองค์ประกอบเชิงระบบของการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า (input) กระบวนการ (process) ผลผลิต (output) และการควบคุม (control) 
วิธีการประเมินการเรียนการสอน 
                ในยุคแรก การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการวัด และการวัดก็เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย ต่อมา การประเมินได้รับการพัฒนาเป็นศาสตร์ ซึ่งมีส่วนที่แตกต่างและส่วนที่เหมือนกับการวิจัย โดยที่การวัด กลับเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน (สมหวัง  พิธิยานุวัฒน์2551หน้า 22-23) ดังนั้นในการออกแบบ การประเมินเพื่อรวบรวมข้อมูลที่ต้องการนั้นจึงด้ำวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ที่นักวิจัยใช้ในการแสวงหา ความรู้ เช่น การกำหนดปัญหาในการวิจัยหรือการตั้งคำถามวิจัย การสร้างกรอบความคิดเชิงทฤษฎี  การตั้งสมมติฐาน การออกแบบวิจัย การรวบรวมข้อมูล การสุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลและ การตีความหมายข้อมูล เป็นต้น
นักทฤษฎีการประเมินแบ่งวิธีการประเมินเป็น 2 ขั้วที่ต่างกัน คือ วิธีเชิงระบบ และวิธีเชิงธรรมชาติ ซึ่งทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันในด้านของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
          1) วิธีเชิงระบบ (systematic approach) เป็นการประเมินที่ยึดมาตรการเข้าถึงคุณค่า และเกณฑ์ตัดสินคุณค่าตามแนวคิดปรัชญาปรนัยนิยม (objectivism) ซึ่งมีความเชื่อว่าวิธีเชิงระบบเป็น วิธีที่เหมาะสมในการประเมิน นักทฤษฎีในกลุ่มนี้พยายามเสนอรูปแบบการประเมินที่แสดงถึง การวางแผนการดำเนินงานและวิธีดำเนินงานอย่างชัดเจน รัดกุมและเป็นระบบ สนับสนุนการใช้เครื่องมือ ที่ได้มาตรฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูล พยายามควบคุมสถานการณ์และตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจส่งผล กระทบต่อผลการประเมิน ท าการวิเคราะห์ข้อมูลตามแผนการที่กำหนด และสรุปผลการประเมินตาม เกณฑ์มาตรฐานที่ประกาศไว้ล่วงหน้า
2) วิธีเชิงธรรมชาติ (naturalistic approach) เป็นการประเมินที่ยึดมาตรการเข้าถึง คุณค่าและเกณฑ์ตัดสินคุณค่าตามแนวคิดปรัชญาอัตนิยม (subjectivism) ซึ่งมีความเชื่อว่าวิธีเชิง ธรรมชาติเป็นวิธีที่เหมาะสมในการประเมิน นักทฤษฎีในกลุ่มนี้พยายามเสนอรูปแบบการประเมินที่มี ลักษณะที่ยืดหยุ่น สนับสนุนการเก็บรวบรวมข้อมูลในสภาพธรรมชาติ โดยเน้นการสังเกตแบบไม่มี โครงสร้าง พยายามวิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยหลักการเชื่อมโยงเหตุผล การสังเกตและการวิเคราะห์ เบื้องต้นจะนำไปสู่การสังเกตและวิเคราะห์ในขั้นลึก ๆ ถัดไป จนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งที่ ประเมินโดยอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นเกณฑ์สำคัญในการสรุป  สำหรับการประเมินการเรียนการสอนนั้นจะใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันโดยใช้วิธีเชิงระบบเป็นหลัก โดยอิงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ประเมินเป็นหลัก (gold-based) และข้อมูลที่รวบรวมเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ การประเมินโดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์เป็นหลักและใช้วิธีเชิงระบบเพื่อให้ได้คำตอบที่ ถูกต้องเชื่อถือได้ ทำให้นักประเมินจำเป็นต้องจำกัดตัวแปรที่ศึกษาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่เป็น วัตถุประสงค์หลักของการประเมินเท่านั้น โดยไม่นำปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อผลการประเมินแต่ ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของการประเมินมาพิจารณา ดังนั้นวิธีเชิงธรรมชาติจึงนำมาใช้เพื่อเสริมจุดด้อยของวิธี เชิงระบบ การประเมินด้วยวิธีเชิงธรรมชาติจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เป็นการประเมินที่เป็นอิสระจาก เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการประเมิน (gold-free) ข้อมูลที่รวบรวมเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพที่ใช้ ในการตรวจสอบผลลัพธ์ทั้งผลทางตรงและทางอ้อม และการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ คาดหมายซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ การใช้วิธีเชิงธรรมชาติจึงเป็นการตัดสินคุณค่าของ การเรียนการสอนนอกเหนือจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างรอบด้านและครอบคลุม  
จุดมุ่งหมายของการประเมินการเรียนการสอน 
          ในปัจจุบันแนวคิดในการประเมินมุ่งเน้นการประเมินเพื่อปรับปรุงงานหรือโครงการที่วางแผน ไว้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการหรืองานที่รับผิดชอบ สำหรับ การประเมินการเรียนการสอนนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
1) การประเมินความต้องการจำเป็นทำให้ทราบว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง และมีความสำคัญ ในลำดับก่อนหลังอย่างไร
2) ช่วยในการตัดสินใจเลือกวิธีการในการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล    ทำให้ได้สารสนเทศในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ
3) ทำให้ทราบว่าการแก้ปัญหาบรรลุเป้าหมายหรือผลการเรียนรู้ที่ต้องการหรือไม่
4) ช่วยตัดสินคุณภาพของกระบวนการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอน 
 ประโยชน์ของการประเมินการเรียนการสอน 
          ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการประเมิน ซึ่งประกอบด้วย ผู้เรียน ครู ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ได้รับประโยชน์จากการประเมินการเรียนการสอน ดังนี้
1) ผู้เรียนได้รับประโยชน์ดังนี้
 (1) ช่วยพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านความรู้และการปฏิบัติ
 (2) ได้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและตอบสนองความ ต้องการของผู้เรียน
2) ครูได้รับประโยชน์ ดังนี้
 (1) รู้ว่าอะไรเป็นความต้องการจำเป็น และสามารถจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของ ปัญหาและความต้องการที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนได้
 (2) ช่วยครูในการเลือกวิธีสอนและสื่อการเรียนการสอน
 (3) ช่วยครูในการพัฒนาคุณภาพของการเรียนการสอน ทำให้การเรียนการสอนน่าสนใจ
 (4) ช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน
3) ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ได้รับประโยชน์ ดังนี้
 (1) ช่วยให้ผู้บริหารได้ทราบผลการดำเนินงานว่าอยู่ในสภาพใดเป็นที่น่าพอใจหรือไม่
 (2) ช่วยให้ผู้บริหารได้สารสนเทศในการวางแผนและพัฒนาการเรียนการสอน
 (3) ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการว่าจะยุติหรือดำเนินการต่อไป หรือไม่ อย่างไร 
 ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการประเมินการเรียนการสอน 
                การประเมินการเรียนการสอนเพื่อพิจารณาว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือไม่ ควรพิจารณาจากตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพหรือความสำเร็จของการดำเนินงาน 2 ด้าน คือ ด้านประสิทธิผล (effectiveness) และประสิทธิภาพ (efficiency) (ศิริชัย  กาญจนวาสี2552หน้า 147-148)
 ประสิทธิผล หมายถึง การบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่พึงปรารถนา นั่นคือ ผลการปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นผลผลิต ผลกระทบ ผลลัพธ์ ได้ผลตรงตามที่คาดหวังไว้และเป็นที่พึงพอใจ หรือไม่
  ส่วนประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถของการใช้ทรัพยากรและกระบวนการปฏิบัติงานใน การสร้างผลผลิตซึ่งมีลักษณะที่สำคัญคือ การประหยัดหรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ก่อให้เกิดผลสูงสุด และความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ในการประเมินการเรียนการสอนนั้น ตัวชี้วัดด้านประสิทธิผลและประสิทธิภาพได้จากการประเมิน ทั้งในระหว่างการดำเนินงานหรือการประเมินความก้าวหน้า (formative evaluation) และเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานหรือการประเมินผลรวม (summative evaluation) ตัวชี้วัดทั้งสองได้มาจากการรวบรวม ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ 
ขอบเขตของการประเมินการเรียนการสอน 
 การประเมินการเรียนการสอนสามารถแบ่งตามจุดมุ่งหมายและกรอบระยะเวลาของการดำเนินงาน ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (Smith & Ragan, 1999, p. 338)
1. การประเมินความก้าวหน้า (formative evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินในระหว่างดำเนินงาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการปรับปรุง แก้ไขจุดบกพร่องของการออกแบบการเรียน การสอน สิ่งที่ประเมิน ได้แก่ แผนการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นจากการออกแบบ และพัฒนา เพื่อดูความเหมาะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของการเรียนการสอนว่ามีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบหรือไม่อย่างไร ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นอย่างไรเมื่อไปทดลองใช้ ก่อนจะนำไปใช้จริงกับประชากรกลุ่มเป้าหมาย 2. การประเมินผลรวม (summative evaluation) เป็นการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ โดย มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการตัดสินคุณค่า ความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการ ทั้งหมดโดยภาพรวม โดยพิจารณาจากประสิทธิผลและประสิทธิภาพของโครงการ 
                การประเมินความก้าวหน้า  
                การประเมินความก้าวหน้ามักจะดำเนินการโดยทีมผู้ออกแบบการเรียนการสอนและบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ได้แก่ ครู นักเรียน และการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประเมินจากภายนอก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อการเรียนการสอน และผู้ที่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนา เป็นต้น การประเมินความก้าวหน้าประกอบด้วยขั้นตอนในการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 การประเมินการออกแบบ เป็นการประเมินก่อนเริ่มต้นโครงการพัฒนาการเรียนการสอน 
ขั้นที่ 2 การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นการประเมินหลังจากการพัฒนาการเรียนการสอน เรียบร้อย
  ขั้นที่ 3 การประเมินโดยผู้เรียน เป็นการทดลองการเรียนการสอนที่ออกแบบและพัฒนากับ ผู้เรียนที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายหรือประชากร 
ขั้นที่ 4 การประเมินต่อเนื่อง เป็นการประเมินเพื่อติดตามผลกระทบต่อเนื่องจากการทดลอง ใช้การเรียนการสอนโดยผู้เกี่ยวข้องและได้รับผลได้ผลเสียจากโครงการ 
1. การประเมินการออกแบบ หมายถึง การประเมินผลผลิต (output) ที่เกิดจากการ ออกแบบการเรียนการสอนในแต่ละขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ขั้นการวิเคราะห์ ผลการประเมินที่ได้ในขั้นนี้ คือ เป้าหมายการเรียนรู้ การวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบทการเรียน การวิเคราะห์งาน เป็นต้น ก่อนที่จะไปสู่ขั้นการ ออกแบบการเรียนการสอน ผลผลิตที่ได้ควรได้รับการตรวจสอบ ค าถามที่ใช้เป็นแนวทางในการรวบรวม สารสนเทศในการประเมินในขั้นนี้ ได้แก่
 1) เป้าหมายการเรียนรู้ตอบสนองปัญหาที่วิเคราะห์จากความต้องการจำเป็นหรือไม่
2) การวิเคราะห์ผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้มีความถูกต้องตรงตามเป้าหมายการ เรียนรู้หรือไม่
 3) การวิเคราะห์งานได้ระบุความรู้และทักษะพื้นฐานที่ต้องมีมาก่อนซึ่งจำเป็นต่อการ เรียนรู้เรื่องใหม่ที่เป็นเป้าหมายการเรียนการสอนที่กำหนดหรือไม่ ความรู้และทักษะพื้นฐานที่ระบุมีความ ถูกต้อง และเป็นตัวแทนที่แท้จริงหรือไม่
 4) แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินผลการเรียนรู้มีความตรงและความเชื่อมั่นตาม จุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่
 5) เครื่องมือการวัดประเมินผลผู้เรียนและเกณฑ์การประเมินสามารถจำแนกผู้เรียนได้อย่าง แน่นอนหรือไม่
          2. การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ  ก่อนที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการออกแบบการเรียน การสอน เช่น สื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับผู้เรียน ควรนำสื่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของสื่อ ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ประเมินควรมีอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้เรียนหรือครูผู้สอน นอกจากนี้อาจเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และความชัดเจนของภาษาที่ใช้ใน สื่อการเรียนการ
สอน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ค าถามที่ใช้เป็นแนวทางในการรวบรวมสารสนเทศในการประเมิน ได้แก่
1) เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัยหรือไม่
2) ตัวอย่าง แบบฝึกหัดมีความถูกต้องและสมจริงหรือไม่
3) แนวทางและวิธีการเรียนการสอนมีความเหมาะสม สอดคล้องกับทฤษฎีหรือหลักการ เรียนรู้ตามธรรมชาติของเนื้อหาหรือไม่
 4) แนวทางและวิธีการเรียนการสอนมีความเหมาะสมกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย หรือไม่
 5) กลวิธีการเรียนการสอนที่ใช้สอดคล้องกับหลักการและรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ หรือไม่
          3. การประเมินโดยผู้เรียน ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดในการประเมินว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ หรือไม่จากการเรียนการสอนที่นำเสนอ ก็คือการทดลองใช้กับผู้เรียนที่เป็นตัวแทนของประชากร กลุ่มเป้าหมาย เพื่อศึกษาว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือไม่และประสบปัญหาอะไรในการเรียนรู้ การ ประเมินโดยผู้เรียนจะท าใน 3 ลักษณะ ได้แก่   
3.1  การประเมินแบบ 1:1 (one-to-one evaluation) หมายถึง การประเมินที่ผู้ประเมิน ท าการประเมินผู้เรียนเป็นรายบุคคล ครั้งละ 1 คน แบบตัวต่อตัว ผู้เรียนที่ร่วมในการประเมินนี้ควรมี ลักษณะที่เป็นตัวแทนของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย และมีจำนวนอย่างน้อย 3 คน คือผู้เรียนที่เป็น ตัวแทนของผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำปานกลาง และสูง ตามลำดับ สารสนเทศที่ต้องการในขั้นนี้คือ การค้นหาข้อบกพร่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน และสื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ค าถามที่ใช้เป็น แนวทางในการรวบรวมสารสนเทศในการประเมิน ได้แก่
1) ผู้เรียนเข้าใจภาษาที่สื่อสารในการเรียนการสอนได้ชัดเจนหรือไม่
 2) ผู้เรียนรู้หรือไม่ว่าจะต้องทำอะไรในระหว่างฝึกปฏิบัติและทดสอบ
3) ผู้เรียนเข้าใจภาพที่ใช้ในสื่อการเรียนการสอนได้ตรงกับที่ผู้ออกแบบต้องการ สื่อสารหรือไม่
4) ผู้เรียนสามารถอ่านข้อความที่ปรากฏในสื่อการเรียนรู้ได้ถูกต้องครบถ้วน หรือไม่   บทบาทของผู้ออกแบบการเรียนการสอนคือรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทดลอง สอนและใช้สื่อการเรียนการสอนและพยายามซักถามคำถามจากผู้เรียนเพื่อหาคำตอบในการแก้ไขปัญหาที่ พบ  การซักถามนี้ควรกระทำหลังจากการทดลองได้เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้เป็นการขัดจังหวะการทดลอง สอนและใช้สื่อการเรียนการสอน
               3.2  การประเมินกลุ่มเล็ก (small group) หมายถึง การประเมินการเรียนการสอนกับ ผู้เรียนกลุ่มเล็กซึ่งเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ขนาดของกลุ่มคือประมาณ 8-12 คน เป็นการ ทดลองหลังจากที่ได้นำข้อบกพร่องที่พบในการประเมินแบบ 1:1 มาปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบว่าผลการปรับปรุงการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอนหลังการนำไปใช้ กับกลุ่มเล็กมีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่ ค าถามที่ใช้เป็นแนวทางในการรวบรวมสารสนเทศในการประเมิน ได้แก่
1) ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้หรือไม่
 2) ถ้าผู้เรียนมีความรู้ ทักษะพื้นฐานอยู่แล้ว ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการ เรียนรู้หรือไม่ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างไร
 3) ถ้าผู้เรียนไม่มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ ผู้เรียนขาดความรู้ ทักษะ พื้นฐานในเรื่องใด
4) ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในเรื่องใด
5) ในการจัดการเรียนการสอนให้เสร็จสมบูรณ์จะต้องใช้เวลานานเท่าใด
 6) ผู้เรียนมีความรู้สึกอย่างไรกับการเรียนการสอน ถ้าผู้เรียนมีความรู้สึกในด้าน ลบจะมีผลต่อการปฏิบัติของผู้เรียนหรือไม่
7) จำเป็นต้องปรับปรุงสิ่งใดเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน
 8) ผลการปรับปรุงภายหลังการทดลองใช้แบบ 1: 1 ได้ผลน่าพอใจหรือไม่
9) มีปัญหาและข้อบกพร่องของสื่อการเรียนการสอนเพิ่มเติมอีกหรือไม่    ในการทดลองกับกลุ่มเล็ก ผู้ประเมินจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนอยู่ในสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่เหมือนการใช้จริงทุกประการ โดยจัดให้มีการวัดผลก่อนเรียน (pretest) เพื่อวัดความรู้ ทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ และวัดผลหลังการเรียนเสร็จสิ้นแล้ว (posttest) หากเกรงว่าการทดสอบจะ ทำให้ผู้เรียนอ่อนล้า ควรทำการทดสอบหนึ่งวันก่อนจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามแผนการเรียนการสอนที่ได้ ออกแบบไว้ ผู้ออกแบบการเรียนการสอนท าหน้าที่สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองโดยไม่แทรกแซง กระบวนการจัดการเรียนการสอน นอกเสียจากผู้สอนไม่สามารถดำเนินการต่อถ้าไม่เข้าช่วยเหลือ ในขั้นนี้ หากเป็นไปได้ผู้ออกแบบการเรียนการสอนควรมีการบันทึกเทปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถย้อนกลับ มาดูใหม่ได้ ควรมีการบันทึกเวลาที่ใช้ในการเรียนการสอน หลังการทดลองจะต้องมีการอภิปรายร่วมกับ ผู้เรียนเพื่อหาข้อบกพร่องที่พบในการทดลอง 
  3.3  การประเมินภาคสนาม (field trials) หมายถึง การประเมินการเรียนการสอนกับ ผู้เรียน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มเป้าหมายในสภาพแวดล้อมที่ใช้จริง โดยจุดมุ่งหมายของการ ประเมินภาคสนาม คือ
1) การตรวจสอบประสิทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียนภายหลังจากที่ได้นำ ข้อบกพร่องที่พบในการประเมินแบบกลุ่มเล็กมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ก่อนนำไปทดลองใช้ ภาคสนาม
 2) เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนและใช้สื่อการเรียนการ สอนในสภาพแวดล้อมจริง
 3) ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการเรียนการสอน
4) นำผลการทดลองใช้มาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการ สอนให้มีความสมบูรณ์ในขั้นสุดท้ายก่อนที่จะนำไปใช้จริง   
การประเมินภาคสนามนี้ผู้ประเมินจัดสภาพการทดลองให้อยู่ในบริบทที่นำไปใช้ จริง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนที่เป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมในการทดลอง ภาคสนามอย่างน้อย 1 กลุ่ม หรือมากกว่านั้น โดยมีจำนวนผู้เรียนในกลุ่ม 30 คน เป็นอย่างน้อยในแต่ละ ครั้งของการทดลอง ผู้ทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนโดยปกติคือครูผู้สอน ผู้ออกแบบการเรียนการสอนมี หน้าที่สังเกตและบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลอง เพื่อตรวจสอบว่าการทดลองเป็นไป ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ผู้ออกแบบท าหน้าที่ประสานงาน รวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือที่พัฒนาให้มี คุณภาพและสะดวกต่อการใช้งาน เมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้ว ท าการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล นอกจากข้อมูลที่รวบรวมได้ในระหว่างการทดลองแล้ว ผู้ออกแบบการทดลองยังเก็บข้อมูลเพิ่มหลังการ ทดลองด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สอบถามความคิดเห็นของครูและผู้เรียนเพิ่มเติม ค าถามที่ใช้เป็นแนวทางใน การรวบรวมสารสนเทศในการประเมิน ได้แก่ 1) การเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ตามที่ได้ ออกแบบไว้หรือไม่
 2) ปัญหาที่ประสบในการจัดการเรียนการสอนมีอะไรบ้าง
3) ผู้สอนสามารถดำเนินการน าเสนอสารสนเทศตามที่ได้ออกแบบไว้ได้อย่าง สะดวก ราบรื่นในการใช้หรือไม่
4) ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนการสอนตามที่กำหนดไว้หรือไม่
 5) เวลาที่กำหนดไว้ในการเรียนการสอน/การใช้สื่อการเรียนการสอนมีความ เหมาะสมพอเพียงหรือไม่
6) ผู้เรียนมีความรู้สึกอย่างไรกับการเรียนการสอน/สื่อการเรียนการสอน
7)  ผลการปรับปรุงภายหลังการประเมินแบบกลุ่มได้ผลน่าพอใจหรือไม่
8) ผู้สอนรู้สึกอย่างไรกับการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอน
9) ผู้สอนและผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนตามที่ได้ออกแบบไว้ หรือไม่
10)  ผู้สอนได้เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงการเรียนการสอนอะไรบ้าง 
          4. การประเมินต่อเนื่อง (ongoing evaluation) การประเมินผลเพื่อพัฒนานี้จะดำเนินการ อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการทดลองการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับ กลุ่มเป้าหมายแล้วก็ตาม โดยเฉพาะโครงการออกแบบการเรียนการสอนขนาดใหญ่ การทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมายอาจกระทำต่อเนื่องหลายครั้งในบริบทการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไป เพื่อน า ข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไขการเรียนการสอนและสื่อจนกว่าจะมีความมั่นใจว่าการเรียนการสอนหรือสื่อ ที่พัฒนาขึ้นนั้นมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการนำไปใช้ได้จริง   ในการวางแผนการประเมินความก้าวหน้า ผู้ออกแบบควรตั้งคำถามเพื่อเป็นแนวทางสำหรับ การค้นหาคำตอบ ดังนี้  
 1)  ใครเป็นผู้ประเมิน  
 2)  จะใช้เกณฑ์อะไรในการประเมิน
 3)  จะรวบรวมข้อมูลและสรุปข้อมูลอย่างไร 
4)  จะประเมินเมื่อไร 


ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม


ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม
ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956)
ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน  คือ
                                 1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain)
                                 2. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)
                                 3. ด้านเจตพิสัย (Affective Domain)
พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)
พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา



พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย  6 ระดับ ได้แก่

1. ความรู้ความจำ  ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้  สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้  เมื่อต้องการ
2. ความเข้าใจ  เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้  เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์  ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสังเคราะห์  ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า  เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้

จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ)
ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง  ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม  พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้

ด้านจิตพิสัย
จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่
 1.การรับรู้ ... เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2. การตอบสนอง ...เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม ... การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น
4. การจัดระบบ ... การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์
ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า
5. บุคลิกภาพ ... การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ
จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้


ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท)
 พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ  ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ
พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขั้น ดังนี้
1.       การรับรู้ ... เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ
2.       กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ ... เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ
3.       การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ  เมื่อได้กระทำซ้ำแล้ว  ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ
4.      การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว  การที่ผู้เรียนเกิดทักษะได้  ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ
5.      การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติ  ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง 



เกี่ยวกับบล็อค

บล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการเรียนรู้ และการจัดการชั้นเรียน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา ธงพานิช สาขาหลักสู...